แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เคล็ดลับมหาเศรษฐี

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 09:30:53 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เคล็ดลับมหาเศรษฐี

มหาเศรษฐีแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างสิ้นเชิงหรือเปล่า? นี่คือคำถามที่ไชน่า มาร์เก็ต รีเสิร์ช พยายามหาคำตอบด้วยการสัมภาษณ์บรรดามหาเศรษฐีหลายสิบคนจากวงการต่างๆ ทั้งจากจีน อินเดีย และชาติตะวันตกอื่นๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วสามารถได้ข้อสรุปถึงความเหมือน 3 ประการของบรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ ที่ถือเป็นเคล็ดลับนำพาพวกเขาสู่ความสำเร็จในที่สุด
บทความชื่อ "How To Be A Billionaire" ของเว็บไซต์นิตยสารฟอร์บส์ ได้ไล่เรียงเคล็ดลับ 3 ประการว่า
เคล็ดลับแรกคือ คนรวยไม่เคยกลัวที่จะล้มเหลว โดยมหาเศรษฐีส่วนใหญ่บอกว่า ณ จุดๆ หนึ่ง พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะยึดติดอยู่กับเส้นทางที่ง่ายและปลอดภัย หรือจะยอมเสี่ยงหลังจากไตร่ตรองแล้วว่าคุ้ม แต่อาจเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีก็ได้ แต่เมื่อต้องการไปถึงความมั่งคั่งอย่างแท้จริง บางครั้งก็ต้องเสี่ยง นอกจากนี้แม้ว่าพวกเขาล้มเหลว พวกเขาก็พร้อมจะเรียนรู้จากความผิดพลาด และเริ่มเดินหน้าอีกครั้ง พวกเขาหลีกเลี่ยงความล้มเหลวแท้จริง ซึ่งก็คือการปล่อยให้ประสบการณ์ที่เลวร้ายทำลายการมองโลกในแง่ดีและความ ปรารถนาอันแรงกล้าของตนเอง
เคล็ดลับที่ 2 คือ คนรวยจริงจะมองปัญหาอย่างสร้างสรรค์และหาแหล่งสร้างรายได้ใหม่ๆ มหาเศรษฐีที่ถูกสัมภาษณ์มักบอกว่าพวกเขามองปัญหาจากหลายแง่มุม และชอบที่จะทำอะไรที่แตกต่างไป พวกเขามักจะต้องคิดแบบวิเคราะห์เมื่อมองปัญหาต่างๆ และไม่ยอมให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เล็กน้อยทำให้พวกเขาล้มเลิกที่จะทำในสิ่ง ที่ตนคิดว่าถูกต้อง
ส่วนเคล็ดลับสุดท้ายคือ การมีคู่ครองที่ดี มหาเศรษฐีส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพวกที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยตัวเองล้วนบอกว่าคู่ครองที่ดีมีความสำคัญ อย่างมากต่อความสำเร็จ เพราะการเริ่มทำธุรกิจหรือบริหารอาณาจักรธุรกิจต้องอาศัยการทุ่มเทอย่างมาก และความเครียดอาจฆ่าพวกเขาได้ ดังนั้น การมีคู่ครองที่ดีที่คอยสนับสนุน และเชื่อมั่นในตัวพวกเขา ระหว่างการดิ้นรนต่อสู้บนเส้นทางสู่ความสำเร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก


วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

พสกนิกรชาวไทยปลื้มปีติ

พสกนิกร ชาวไทยปลื้มปีติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรการแสดงสิงโตวันตรุษจีน จากชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ร.พ.ศิริราช ที่ทางร.พ.จัดแสดงถวาย



วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

สุภาษิตสอนหญิง : สุนทรภู่


สุภาษิตสอนหญิง : สุนทรภู่

อ่า่นต่อได้ที่

http://www.oknation.net/blog/im/2009/05/12/entry-1


รวมเพลงลูกทุ่งอมตะ




ลิงค์ไปที่

http://www.oknation.net/blog/talkwithOKNation/2010/01/26/entry-1

พ่อดีและ รวยสอนลูก


บันทึกช่วยจำของ“เหลียงจี้จาง”


บันทึกช่วยจำของ“เหลียงจี้จาง”“เหลียงจี้จาง”เป็นพิธีกรดังของ TVB ในฮ่องกงและเป็นนักเขียนด้วย
บันทึกช่วยจำที่เขาเขียนให้ลูก ได้รับการเผยแพร่เป็นวงกว้างเมื่อไม่นานมานี้
นอกจากแสดงถึงความห่วงหาอาทรที่พ่อมีต่อลูกเฉกเช่นคุณพ่อทั่วๆไป
มุมมองของเขาบางเรื่อง(แบบสังคมฮ่องกง) แม้บางคนจะเคยประสบมาบ้างเหมือนกัน อ่านแล้วก็ยังอดอึ้งไม่ได้ เลยถ่ายทอดสู่กันฟัง...

ลูกรัก..ที่พ่อเขียนบันทึกช่วยจำฉบับนี้ให้ลูก มีเหตุผลอยู่ 3 ประการ คือ
1. สรรพสิ่งล้วนอนิจัง จะมีชิวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใดไม่มีใครบอกได้ พ่อจึงคิดว่า บางเรื่องพ่อน่าจะสั่งเสียไว้แต่เนิ่นๆ ย่อมจะดีกว่า

2. เพราะพ่อเป็นพ่อของลูก ถ้าพ่อไม่บอกลูก ไม่มีใครหรอกที่เขาจะบอกลูกแบบที่พ่อบอก

3. สิ่งที่พ่อบันทึกไว้นี้ ล้วนเป็นประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่พ่อได้เรียนรู้มา มันจะทำให้ลูกไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้มันอีกในชีวิตของลูก ขอให้จำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้ให้ดี

1. คนที่ไม่ดีต่อเรา ไม่ต้องไปใส่ใจนัก ในชีวิตคนเรา ไม่มีใครมีหน้าที่ที่จะต้องมาดีต่อเรา ยกเว้นพ่อกับแม่ของลูก สำหรับคนที่ดีกับลูก นอกจากลูกต้องหวงแหนและขอบคุณเขาแล้ว ยังต้องคอยระวังตัวไว้ด้วย เพราะคนเราทุกคน ทำอะไรย่อมมีจุดประสงค์ เขาทำดีกับลูก ใช่ว่าเขาจะทำเพราะชอบลูกเสมอไป
ลูกต้องตระหนักจุดนี้ให้ดี อย่าเพิ่งรับเขาเป็นเพื่อนเร็วเกินไป
(น่ากลัวไหม)

2. ไม่มีคนที่ทดแทนกันไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่ต้องมีให้ได้ถ้าเข้าใจจุดนี้ หากวันใดคนข้างกายของลูกไม่ต้องการลูกอีกต่อไป หรือวันใดที่ลูกต้องเสียสิ่งที่รักที่สุดไป ลูกจะได้เข้าใจ ว่านี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย

3. ชีวิตนี้แสนสั้น (จะอยู่แค่ 160 ปีเอง 55)หากลูกยังใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นคุณค่า พรุ่งนี้ลูกจะพบว่าชีวิตจะหลุดลอยไปไกลยิ่งขึ้น ดังนั้น ยิ่งรู้จักถนอมชีวิตเร็วเท่าใด เวลาที่ลูกจะได้รับความสุขจากชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นหาความสุขเสียแต่ วันนี้ ดีกว่านั่งหวังให้มีอายุยืนนาน

4. ในโลกนี้ไม่มีเรื่องรักนิรันด์กาล ความรักเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ โดยความรู้สึกนี้ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและอารมณ์ หากสิ่งที่ลูกรักมากที่สุดจากลูกไป ขอให้รอคอยอย่างอดทน ให้เวลาช่วยชะล้าง ให้จิตใจค่อยๆตกตะกอน แล้วความทุกข์ของลูกจะค่อยๆจางหายไป..อย่าวาดหวังความรักให้สวยเกินไป และอย่าซ้ำเติมการอกหักให้ทุกข์เกินเหตุ

5. แม้ว่าคนหลายคนที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ไม่ได้เรียนมาสูง แต่ไม่ได้หมายความว่า หากไม่ขยันเรียน แล้วจะได้ดีความรู้คืออาวุธ คนเราอาจสู้แล้วรวย แต่ไม่มีทางรวยได้ หากปราศจากอาวุธสู้.. จำไว้

6. พ่อจะไม่ขอให้ลูกเลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของพ่อ เพราะพ่อก็จะไม่เลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของลูกเช่นกัน
เมื่อ ลูกโตพอจนเป็นอิสระได้แล้ว พ่อก็หมดหน้าที่แล้วเช่นกัน หลังจากนั้นไป ลูกจะนั่งรถเมล์หรือจะนั่งรถเบ๊นซ์ จะกินหูฉลามหรือจะกินบะหมี่ยำๆ ลูกต้องเลือกเอง

7. ต้องทำดีต่อผู้อื่น แต่อย่าหวังว่าผู้อื่นต้องทำดีต่อเรา
เราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร มิได้หมายความว่าผู้อื่นก็จะปฏิบัติตอบต่อเราในแบบเดียวกัน.. ลูกต้องเข้าใจในข้อนี้ จะได้ไม่หาทุกข์ใส่ตัวโดยไม่จำเป็น

8. พ่อซื้อล๊อตเตอรี่มาตลอดชีวิต ยังยากจนเหมือนเดิม แม้แต่รางวัลเลขท้ายยังไม่เคยถูกเลย
นี่ เป็นบทพิสูจน์ว่า คนเราจะเจริญก้าวหน้าได้ ต้องขยันขันแข็งอย่างเดียวเท่านั้นในโลกนี้ไม่มีมื้อเที่ยงที่ไม่ต้องเสีย ตังค์ (No free lunch)

9. ญาติ มิตร หรือสหาย ล้วนเป็นกันชาตินี้ชาติเดียว ฉะนั้น จงหวนแหนโอกาสที่ได้อยู่ด้วยกันและแสนมีค่านี้ เพราะในชาติหน้า ไม่ว่าท่านจะรักใครหรือชังใคร ท่านก็จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก

(หมายเหตุ ถึงพบกันก็ไม่รู้)



from
http://www.oknation.net/blog/aujnaaka/2009/12/02/entry-1

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

12 วิธีเป็นนักจัดซื้อที่ดี

12 วิธีเป็นนักจัดซื้อที่ดี

บทความดี ๆๆๆ จาก
http://boysudlor.exteen.com/20090713/entry
จึงขอคัดมา

คุณสมบัติของนักจัดซื้อที่ดีพึงมี

1. ซื่อสัตย์และโปร่งใส

ข้อนี้ยกให้เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับแรก อย่างที่เราเคยได้ยิน และสงสัยมาเป็นประจำ

จากข่าวที่อ่านตามหนังสือพิมพ์ โครงการของรัฐ การประมูลงานต่างๆ

ทัศนคติที่คนส่วนใหญ่มองมาที่ฝ่ายจัดซื้อ สงสัยก่อนเลยอันดับแรก คือ

โกงรึเปล่าวะ ,งานนี้มีคอรัปชั่น ใต้โต๊ะรึเปล่า

ดังนั้น นักจัดซื้อที่ดี ต้องมีจิตสำนึกของความซื่อสัตย์

และทำงานทุกอย่างด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐ ความรอบคอบรัดกุมก็เพิ่มมากขึ้นตาม

เพราะเงินที่ใช้จัดซื้ออุปกรณ์ ส่วนหนึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชน งบประมาณแผ่นดิน

ถึงแม้เป็นองค์กรเอกชน เงินที่ใช้จัดซื้อก็เป็นค่าใช้จ่ายขององค์กร

ดังนั้น ฝ่ายจัดซื้อ จึงเป็นหน่วยงานสำคัญที่กุมสภาพความอยู่รอด

ผลประกอบการขององค์กรไว้ด้วย ยิ่งเป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี

การลดต้นทุนเป็นสิ่งที่ถูกนำมาพิจารณาเสมอ

2.รู้จักวางแผน

จริงๆแล้ว ก็ทุกอาชีพนะครับ การวางแผนช่วยให้เราเตรียมตัวป้องกัน

สิ่งผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และช่วยเราให้ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย

และประหยัดเวลาได้อย่างมาก

ลองนึกถึงตอนเราไปเที่ยวสิครับ ถ้าหากเราไปเที่ยวในช่วงเทศกาลวันหยุด

ที่คนเที่ยวเยอะๆ โดยที่ไม่ได้จองที่พัก ไม่จองรถไว้ก่อน

ก็อาจจะเสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็นและเสียเวลามากขึ้น

(เว้นเสียแต่ว่า อยากจะเที่ยวแบบชิล ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก

ไม่มีเวลาเป็นตัวเร่งรีบนะครับ)

การวางแผนในการจัดซื้อช่วยให้เรา ซื้อของในปริมาณที่พอเหมาะ

(ไม่ซื้อมาเก็บไว้มากจนเกินพอดี) และได้ราคาที่เหมาะสม

เช่น ถ้าคาดการณ์ได้ว่าอีก 2 วัน น้ำมันจะลดราคา

วันนี้เราก็อย่าเพิ่งเติม หรือเติมน้ำมันแต่พอดี เป็นต้น

3.บริหารเวลาเป็น

งานจัดซื้อทุกอย่างมีกำหนดระยะเวลามาเป็นเงื่อนไข กำหนดกรอบการทำงานของเรา

ถ้าข้อ 2 เป็นเหมือนทฤษฎี ข้อนี้ก้อคือ วิธีปฏิบัติ

เมื่อเราวางแผนการทำงานของเราไว้ จากนั้นก็เป็นการบริหารเวลาให้ดี

เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

สิ่งที่สำคัญหลักๆ ของงานจัดซื้อก็คือ

“ซื้อสินค้าให้ได้คุณภาพ ถูกต้อง โปร่งใส ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน

ด้วยการใช้ต้นทุนในการจัดซื้อที่เหมาะสม(ราคาถูก) และจัดซื้อได้ทัน

ตรงตามระยะเวลาที่กำหนด(ทันเวลา)”

จะเห็นว่า ปัจจัยบางอย่างไม่สอดคล้องกัน เช่น

การจัดซื้อต้องการความถูกต้องโปร่งใส ตรวจสอบอย่างรอบคอบ

อาจทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ได้ นอกจากนี้

การจัดการตารางเวลาในการทำงาน ทำให้เราสามารถแบ่งเวลาสำหรับการพักผ่อน

และทำอะไรอื่นๆที่เราชื่นชอบได้อีกแยะเลยครับ

4.จัดลำดับความสำคัญของงาน

หลายครั้งที่งานมักจะไหลเข้ามาประดังประเดพร้อมกัน

โดยแทบไม่ทันตั้งหลัก-เว้นวรรคหายใจ ดังนั้นเราจึงควรจัดลำดับ

ความสำคัญของงาน อันไหนควรทำก่อน อันไหนควรทำทีหลัง

บางทีหัวหน้าเร่งงานเราเรื่องนึง แต่เราก็กำลังให้ความสำคัญ

กับงานอีกเรื่องนึงอยู่ก็ได้

งาน 1

เร่งด่วนน้อยสำคัญน้อย

งาน 2

เร่งด่วนมากสำคัญน้อย

งาน 3

เร่งด่วนน้อยสำคัญมาก

งาน 4

เร่งด่วนมากสำคัญมาก

จากตาราง เราควรทำ งานที่ 4 ก่อนอื่นเลยนะครับ

ตามด้วย งานที่ 2 ,

งานที่ 3 ไม่เร่งด่วน แต่สำคัญมาก ควรใช้เวลาทำอย่างละเอียดและรอบคอบมากๆ

งานที่ 1 เอาไว้หลังสุด

5. มีทัศนคติที่ดีต่องาน หรือ ทำใจให้รักงาน

คนทำงานหลายคนเบื่องาน ไม่พอใจงาน อยากเปลี่ยนงาน (บางครั้งผมก็ด้วยเหมือนกัน)

ถ้าเราถือคติว่าการทำงานประจำ ก็คือ งานอดิเรกอย่างหนึ่ง ที่เราชื่นชอบ

รักกับมัน เราก็จะสนุกกับมันได้ เพราะเราต้องอยู่กับมันไปอีกนาน

( หมายเหตุ ข้อนี้ ถ้าหากบางคนไม่สามารถทำใจยอมรับกับงานที่ทำอยู่ได้

แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่กับงานนั้นต่อ โดยไม่สามารถเปลี่ยนงานได้ทันทีในตอนนี้

ก็ขอให้ข้ามไปอ่านข้อ 12 ก่อนนะครับ)

6. มีความอดทนสูง ต่อแรงกดดันจากรอบข้าง

งานจัดซื้อนอกจากต้องแข่งกับเวลาแล้ว ยังต้องติดต่อประสานงา

เอ๊ย ไม่ใช่ ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆอีกมาก เช่น ผู้ใช้งาน ผู้ใช้ของ

เจ้าหน้าที่ตรวจรับสินค้า ผู้บริหารอนุมัติการซื้อการจ้าง ผู้ดูแลงบประมาณ

ฝ่ายกฎหมาย ผู้ขายวัตถุดิบ (Supplier) และอื่นๆ อีกมาก

“ของที่สั่งไว้ เมื่อไหร่ซื้อให้ได้”

“ซื้อของอะไรมา คุณภาพโคตรห่วยเลย”

“ซื้อของแพงไปรึเปล่า” และอื่นๆอีกมาก

หลายครั้งที่มีการร้องเรียน จากหลายด้าน ทั้งจากภายใน ภายนอก รวมทั้งผู้มีอำนาจบริหาร

ความอึดและอดทนต่อแรงกดดัน เสียงวิจารณ์รอบข้าง สำคัญต่อจิตใจและร่างกายมากๆ

สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

7. หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเสมอ

ข้อมูล ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน วิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ก็มาจากการขวนขวาย

หาสิ่งใหม่ๆ และก็อย่าลืมแบ่งปันความรู้ให้กับคนรอบข้าง เพื่อนร่วมงานด้วย

อย่างเช่น การจัดซื้อเดี๋ยวนี้ก็มีหลายวิธีการ เช่นการประมูลงานทางอิเล็กทรอนิกส์(E-Auction)

หรือ การสรรหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ เทคโนโลยีในการผลิตใหม่ ช่วยให้เราหูตาสว่างขึ้น

ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้เฉพาะด้านจัดซื้อเพียงอย่างเดียว

ข่าวความเป็นไปในสังคม ข่าวเศรษฐกิจก็สำคัญต่อการวางแผนและ

การพยากรณ์เพื่อตัดสินใจซื้อ เช่น ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างปะเทศ

ราคาทองแดงในท้องตลาดโลก , Google นี่ล่ะครับ เครื่องมือค้นหาที่สำคัญ

8. ข้อมูลแน่น

อย่างที่บอก การทำงานต้องประสานงานกับผู้คนจากหลายหน่วยงาน

ต้องเผชิญแรงกดดันสูง สิ่งที่จะทำให้เราเอาตัวรอด ผ่านมันไปได้อย่างดี

สิ่งหนึ่งคือ ข้อมูล อ่านเยอะๆ ค้นคว้ามากๆ ถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง

ก็ต้องทำประวัติราคา ความเคลื่อนไหวของสินค้า

เก็บข้อมูล สถิติของลูกค้า ผู้ติดต่อไว้ให้ได้มากเท่าที่จะมากที่สุด

Program MS-Office ทั้งหลายนี่ละครับ มีประโยชน์มากๆ

และมีอะไรให้เราได้เรียนรู้ใช้งานอีกแยะ

9. มนุษย์สัมพันธ์ดีเยี่ยม

หลายๆครั้ง การแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีการทางเทคนิค หรือวิชาการ

กลับไม่ได้ผลดีเท่ากับความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน งานของฝ่ายจัดซื้อก็จำเป็น

ต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกๆฝ่ายที่ได้ร่วมงานกัน

เพราะเรายังต้องติดต่อร่วมมือกันไปอีกนาน (ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ลาออกไปซะก่อนนะ)

นอกจากนี้การขอข้อมูล หรือขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นก็จะเป็นไปอย่างสะดวกราบรื่น

10. เรียนรู้เทคนิคในการเจรจาต่อรอง

การเจรจาต่อรองราคาสำคัญมากสำหรับนักจัดซื้อ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะเขียนให้ละเอียด

คงต้องเก็บไว้เขียนได้อีกหนึ่งเอนทรี่เลย หลักๆของการต่อรอง ก็คือ คำนึงถึงผลประโยชน์

ที่ทุกฝ่ายจะได้รับอย่างเป็นธรรม หรือการเจรจาแบบได้ทั้งคู่ (Win-Win Negotiation)

สิ่งที่ผมได้จากการทำงานด้านจัดซื้อก็คือ เราสามารถเอากลยุทธ์การต่อรองราคา

ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

11. รอบคอบ

เพราะว่างานจัดซื้อเกี่ยวข้องกับการใช้เงินงบประมาณขององค์กร

(ซึ่งไม่ใช่เงินในกระเป๋าของเราเอง) ดังนั้น ก่อนจะเสร็จงานแต่ละเรื่อง

ต้องอ่านให้ละเอียด ตรวจสอบให้รอบคอบ ถ้าไม่แน่ใจ ก้อวานให้คนอื่น

(หัวหน้าที่เกี่ยวข้อง)ช่วยตรวจสอบบ้างก็ได้ แบ่งๆกันรับผิดชอบ ช่วยกัน

บางที ตัวเลขผิดไปหนึ่งตัว ก็คือหนึ่งหลัก

ความผิดพลาดบางอย่าง อาจถูกมองไปในทางความไม่สุจริต ความไม่โปร่งใส ก็ได้

ดังนั้น รอบคอบ รอบคอบ รอบคอบ และรอบคอบครับ

12. เสียสละ

งานหลายๆอย่าง รวมทั้งงานด้านจัดซื้อ มีหลายคนไม่ชอบลักษณะงานแบบนี้ครับ

ถ้าได้คนที่มีใจรักงานด้านนี้มาทำ ก็ถือว่าเป็นความโชคดีขององค์กรที่สรรหามาได้

งานจัดซื้อเป็นงานที่เรียกว่า “ปิดทองหลังพระ” เหมือนกัน

เรียกว่าอาจจะโดนตำหนิก่อนหน่วยงานอื่น เรื่องชื่นชมนานๆจะมาซักครั้ง

ถ้าหากเราไม่ได้มีใจรักงานนี้ แต่ต้องทนทำอยู่ บางทีลาออกก็ดีกว่า

แต่ถ้ายังทำอยู่ ยังไงก้อ ขอให้คิดว่า นี่คือ ..การเสียสละเพื่อส่วนรวม

หรือเพื่อองค์กร งานทุกงาน อาชีพทุกอาชีพ(ที่สุจริต)บนโลกนี้มีความสำคัญครับ

เพราะถ้าไม่สำคัญ อาชีพนั้นคงไม่เกิดขึ้น

การปิดทองหลังพระ ทำความดีโดยไม่ต้องบอกใคร มากเข้าๆ

สักวัน ทองนั้นก็จะล้นมาที่หน้าองค์พระเอง (นึกถึงกระแสพระราชดำรัสของ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เกี่ยวกับการทำงานน่ะครับ นึกถึงทุกครั้งเลยเวลาท้อๆ)

สรุปว่า คิดแบบรู้จักให้ รู้จักเสียสละนะครับ จะทำให้เราทำงานได้อย่างสุขใจขึ้น

(ใครอ่านข้ามมาจากข้อ 5 โปรดกลับไปอ่านข้อ 6 ต่อนะครับ ขอบคุณครับ)

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เรียน วิศวะ ทาง web


เรียน วิศวะ ทาง web ที่นี้
http://nptel.iitm.ac.in/contactus.php


NPTEL Administrator,
Web Studio,
IC & SR Building III Floor,
IIT Madras
Chennai - 600036
Tel : (044) 2257 5905 ; (044) 2257 5908
Email : NPTEL@iitm.ac.in

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การรับคนเข้าทำงาน

ศิลปะแห่งการรับคนเข้าทำงาน

1. จ้างคนที่เก่งกว่าตัวเอง
คนทั่วไปอาจจะพยายามจ้างคนที่ห่วยกว่าตัวเอง เพื่อเชิดชูความเหนือกว่า แต่คนเก่งนั้น จะจ้างคนที่เก่งเท่ากับหรือมากกว่าตัวเอง

2. จ้างคนที่หลงใหล
ถ้าพนักงานไม่ได้รัก หรือหลงใหลที่ผลงาน/ผลิตภัณฑ์ของคุณ เค้าก็มีดีแค่การศึกษากับประสบการณ์ทำงาน ซึ่งหาได้ทั่วไป

3. อย่าไปสนใจว่าคนละสาย
คนที่ทำงานข้ามสาย มักจะมุ่งมั่นกว่าคนที่เรียน/ทำงานมาตรงสาย

4. ตรวจสอบลางสังหรณ์กับแหล่งอื่น
คุณมักจะจำลางสังหรณ์ที่บังเอิญถูก แล้วคุณก็เชื่อมันในครั้งต่อๆไป จริงๆแล้วการถูกชะตานั้นอาจจะผิดก็ได้ ควรตรวจสอบหลายๆทาง

5. ตรวจสอบหลักฐานกับแหล่งอื่น
นอกจากเอกสารที่ผู้สมัครให้มาในการสมัครงานนั้น คุณได้ตรวจสอบที่อื่นจริงหรือเปล่า? แหล่งอ้างอิงที่เธอให้ ย่อมกล่าวแต่สิ่งที่ดีของเธอ

6. คิดว่า … ถ้าได้พบกันในห้างสรรพสินค้า … ?
ถ้าคุณได้พบผู้สมัครงานในห้างสรรพสินค้า คุณจะ (1) เข้าไปทักทาย (2) อยู่เฉยๆ ถ้าเจอก็ทัก (3) ขึ้นรถ ไปช้อปปิ้งที่อื่น … หากคุณไม่ได้เลือกข้อที่ 1 ก็อย่ารับคนนั้นเข้าทำงานเลย

7. ใช้อาวุธทั้งมวล
ถ้าคุณพบคนที่คิดว่าใช่ จงใช้อาวุธทั้งหมดที่มี เพื่อให้คนนั้นตัดสินใจทำงานกับคุณ แน่นอนว่า ไม่ใช่แค่เงินเดือน สวัสดิการ หุ้นส่วน ฯลฯ แต่เป็นแรงบันดาลใจที่คุณมีให้กับผู้ที่สนใจทำงานกับคุณ แรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนแปลงโลก หรือ สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่

แน่นอนว่า รวมถึงการใช้อาวุธนั้น ทำลายโอกาสที่เธอจะตัดสินใจทำงานในบริษัทอื่นที่ใกล้เคียงกับคุณด้วย

8. กระจายไปยังทุกคนที่ตัดสินใจ
การตัดสินใจทำงานในที่ใดๆ มักไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง คุณควรเกลี้ยกล่อม เพื่อน พี่ น้อง ครอบครัว ฯลฯ ของผู้มาสมัครด้วย ไม่ว่าโดยตรง หรือผ่านทางผู้สมัครงาน

9. เสนอค่าจ้างทีหลัง
บริษัทอเมริกันส่วนใหญ่จะเริ่มเจรจาโดยส่งจดหมายเสนอเงินเดือนขั้นต้น ซึ่งสำหรับบางคน อาจจะเป็นการดูถูก ดังนั้น คุณควรคุยเรื่องเงินเป็นเรื่องสุดท้ายสำหรับการรับคนเข้าทำงาน

10. อย่าเพิ่งคิดว่าจบ
เมื่อพนักงานเริ่มต้นทำงานกับคุณ อย่าคิดว่ากระบวนการได้เสร็จสิ้น เพราะเมื่อพวกเค้ากลับบ้านตอนกลางคืน คุณอาจจะไม่ได้เห็นพวกเค้าอีกก็ได้ หากคุณไม่สามารถทำให้ความมุ่งมั่น และ ควารักในงาน นั้นดำเนินต่อไป

ลอกข้อดีจาก

http://www.imenn.com/2006/02/the-art-of-recr/

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิธีบริโภคผักให้ปลอดภัย

วิธีบริโภคผักให้ปลอดภัย
ผักเป็นอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย ประกอบด้วยเซลลูโรสจำนวนมาก
ซึ่งมีประโยชน์ช่วยในการขับถ่ายทำให้ไม่เป็นโรคท้องผูก และที่สำคัญในผักมีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา วิตามินซี ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน และสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย

แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคมักประสบปัญหาสารตกค้างในพืชผัก อันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม และไม่ระมัดระวังของเกษตรกรผู้ผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนผู้บริโภค ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรพิจารณาเลือกซื้อผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ เช่น ผักที่ได้รับรองจากหน่วยราชการ หรือองค์กรต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวิธีการที่ทำให้สารพิษตกค้างในผักลดน้อยลง เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภคด้วยวิธีการต่างๆ ก่อนนำประกอบอาหารรับประทาน ดังนี้

1. ลอกหรือปอกเปลือก แล้วแช่น้ำสะอาดนาน 5-10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 27-72

2. แช่น้ำปูนใส นาน 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 34-52

3. การใช้ความร้อน ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 48-50

4. แช่น้ำด่างทับทิม นาน 10 นาที (ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด) ผสมน้ำ 4 ลิตร) ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 35-43

5. ล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อก นาน 2 นาที ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 25-39

6. แช่น้ำซาวข้าว นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 29-38

7. แช่น้ำส้มสายชูหรือเกลือป่น (น้ำส้มสายชูหรือเกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร) และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 29-38

8. แช่น้ำยาล้างผัก นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 22-36

ข้อมูลโดย ฝ่ายตรวจวิเคราะห์สารเคมีและบริการเครื่องมือ กองป้องกันและกำจัดศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 561-4663
http://www.doae.go.th/library/html/detail/safeveg/index.htm

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การใช้จ่ายทรัพย์(ของเศรษฐี)

การใช้จ่ายทรัพย์(ของเศรษฐี)

ทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร ได้มาโดยธรรมนั้น หากท่านใช้จ่ายทรัพย์ได้ตามที่ พระพุทธองค์ ทรงแสดงไว้แก่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี แล้วนั้น จักทำให้ท่านรับประโยชน์สูงสุด ทำให้ตนสงบ หายร้อนกิเลสได้

แนวทางการใช้จ่ายทรัพย์มีดังต่อไปนี้

1. ควรใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตนให้มีสุข ให้อิ่มเอิบ เลี้ยงบิดามารดา บุตรภรรยา คนรับใช้ กรรมกร คนงาน ให้เป็นสุข ให้อิ่มเอิบ เอาใจใส่ดูแลให้เป็นสุขโดยชอบ
2. ควรใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงมิตรสหาย และผู้ร่วมกิจการงานทั้งหลาย ให้เป็นสุข ให้อิ่มเอิบ เอาใจใส่ดูแลให้เป็นสุขโดยชอบ

3. ควรสงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ บำรุงราชการ บำรุงศาสนา

4. ระวังป้องกันทรัพย์จากภยันตรายที่เกิดขึ้นจาก ไฟ นำ้ โจร ทายาทร้าย

คัดมาจาก หนังสือ เคหการเกษตร ธรรมะกับชาวสวน โดย เปรมจิตต์ นริศอารีย์